Error message

  • Deprecated function: Function create_function() is deprecated in require_once() (line 591 of /home/envweb/public_html/includes/cache.inc).
  • Deprecated function: Function create_function() is deprecated in require_once() (line 591 of /home/envweb/public_html/includes/cache.inc).

อาจารย์วิศวฯ ให้ข้อมูลและแนะแนวทางการจัดการปัญหาก๊าซไข่เน่า ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน

จากกรณีปัญหาก๊าซไข่เน่า ณ ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลและแนะแนวทางการจัดการปัญหาดังกล่าว ดังนี้

 

 

ปัญหาก๊าซไข่เน่า (Hydrogen sulfide, H2S) ในศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ
หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม 
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

จากข่าวครึกโครมใน social network ที่เกี่ยวข้องกับ  ปัญหาการเกิด H2S ในศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน โดยที่ผู้เช่าพื้นที่อาคารต่างก็พากันร้องเรียนเรื่องกลิ่น เรื่องอันตรายกับสุขภาพ และเรื่องความเสียหายของสินค้าที่เป็นโลหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าที่ผลิตจากเงิน (Silver)

 

โดยทั่วไป ก๊าซ H2S มักจะมีกลิ่นคล้ายกับกลิ่นของไข่เน่า เป็นหนึ่งในสารประกอบที่ได้จากธาตุซัลเฟอร์ (Sulfur) มีคุณสมบัติเป็นก๊าซพิษชนิดหนึ่งที่ไม่มีสี มีสูตรทางเคมีว่า H2S น้ำหนักโมเลกุล 34.04 จุดเดือด -85.5°C จุดหลอมเหลว -60.7°C ความหนาแน่นของแก๊ส 1.393 g/L ที่อุณหภูมิ 25°C ความดันบรรยากาศ 1 atm ในที่นี้ เราอาจกล่าวได้ว่า ก๊าซดังกล่าวมีน้ำหนักมากกว่าอากาศ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อการแทนที่อากาศ (ให้เกิดการลอยตัวสูงขึ้น) ในขณะที่ก๊าซ H2S ดังกล่าวจะเข้ามาอยู่แทน จึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมเมื่อมีก๊าซ H2S เกิดขึ้นมานั้น เราจึงมักได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นแบบไข่เน่า    

          สำหรับประเด็นปัญหาเรื่องก๊าซ H2S ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน มีคำถามหลากหลายเกี่ยวกับระบบบำบัดน้ำเสียและการแพร่ของกลิ่นว่ากลิ่น H2S เกิดขึ้นจากระบบบำบัดน้ำเสียจริงหรือไม่ กลิ่นดังกล่าวแพร่ไปยังระบบปรับอากาศ หรือแพร่ไปยังส่วนต่างๆของอาคารได้อย่างไร มีอันตรายมากน้อยเพียงใด

ในมุมมองวิศวกรสิ่งแวดล้อมนั้น เราสามารถอธิบายการเกิด ก๊าซไข่เน่า หรือ H2S จากระบบบำบัดน้ำเสีย โดยใช้กรณีศึกษาจากศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ดังนี้

1.  ระบบบำบัดน้ำเสียของ ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน เป็นระบบบำบัดแบบแอ็คติเวดเต็ดจ์สลัดจ์(Activated sludge: AS Process) ซึ่งจัดเป็นระบบบำบัดที่ใช้อากาศ โดยกลไกหลักคือการเติมอากาศ จัดสภาพแวดล้อมให้จุลินทรีย์แบบใช้อากาศ เปลี่ยนรูปค่าความสกปรกในน้ำเสีย ให้เป็นจุลินทรีย์ตัวใหม่ๆ ซึ่งจะรวมตัวกันต่อไปเป็น ฟล้อก หรือตะกอนสลัดจ์ ก่อนนำไปตกตะกอนเพื่อแยกออกจากน้ำ น้ำเสียก็จะถูกบำบัดให้สะอาดพอที่จะทิ้งได้

 

 

ที่มา: http://www.ewisa.co.za/misc/WasteWater/defaultas1.htm

2. ระบบบำบัดแบบแอ็คติเวดเต็ดจ์สลัดจ์ จะให้ผลผลิตเป็นกาซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แต่ไม่มีผลผลิตเป็นก๊าซไข่เน่า (H2S)

3.  ระบบบำบัดแบบแอ็คติเวดเต็ดจ์สลัดจ์นี้ เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสมต่อการใช้บำบัดน้ำเสียจากอาคารทั่วไป และเป็นที่นิยมใช้มาก

4.  อย่างไรก็ตาม ระบบนี้จำเป็นต้องมีการเริ่มเดินระบบ (Start up) และการควบคุมการทำงานที่ถูกต้อง เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้ โดยการ start up โดยปกติมักใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน

5.  สำหรับศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ปัจจุบันพบว่าการ start up ระบบทำได้ไม่สมบูรณ์ แทบจะไม่มีเชื้อจุลินทรีย์ในระบบ ดังนั้นน้ำเสียที่รวบรวมส่งเข้าสู่ระบบ จึงไม่ถูกบำบัด สภาพการเน่าและการย่อยมลสารแบบไม่ใช้อากาศจึงเกิดขึ้น และให้ผลผลิตออกมาเป็นก๊าซไข่เน่า (H2S)

6.  ดังนั้น เมื่อทราบสาเหตุแล้ว วิธีแก้ปัญหา ก็น่าจะทำได้ดังนี้

        a.  รีบทำการสูบน้ำเสียที่เน่าอยู่ในระบบออกโดยเร็ว เพื่อเริ่มเดินระบบ (Start up) ใหม่ให้เร็วที่สุด โดยในปัจจุบัน ได้ทราบว่าทางอาคารศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน อยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง

        b.  เมื่อสูบน้ำเสียออกแล้วเสร็จ ให้เร่งการเริ่มเดินระบบ (Start up) ใหม่ให้เร็วที่สุด โดยต้องใช้ผู้ที่มีความรู้เฉพาะทาง

        c.  หลังจากการเริ่มเดินระบบแล้วเสร็จ ต้องมีการเดินระบบอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง

7.  หากมีการเริ่มเดินระบบ และการเดินระบบอย่างถูกต้อง ระบบบำบัดแบบแอ็คติเวดเต็ดจ์สลัดจ์จะเป็นระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพสูง และไม่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก๊าซไข่เน่า (H2S)

8.  สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การปรับ pH โดยการใช้สารเคมี ให้มีค่า pH สูงกว่า 7 (ดังข้อมูลค่า pKa ของ H2S) หรือในทางปฏิบัติ ควรปรับ pH ให้สูงกว่า 8 น่าจะเป็นวิธีที่สามารถทำได้ทันที สารเคมีที่ใช้ เช่น ปูนขาว เป็นต้น

H2S  +  H2O  Û  HS-  +  H3O+         pK1  =  7.00 ที่ 25°C

9.  นอกจากการปรับ pH แล้ว การใช้ EM (Effective Microorganism) เติมลงไปในระบบบำบัดน้ำเสีย ก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นได้ อย่างไรก็ตามการใช้ EM เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว ไม่สามารถใช้ในการแก้ปัญหาระยะยาว รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียได้

สำหรับปัญหาเรื่องการแพร่กระจายของก๊าซ H2S เข้าสู่อาคาร คิดว่าน่าจะเกิดจากการปนเปื้อนของ H2S ซึ่งเกิดจากระบบบำบัดน้ำเสีย แพร่เข้าสู่ระบบท่ออากาศ (Vent pipe) ของอาคาร โดยปกติแล้ว การที่อากาศเสียจะหลุดออกจากท่ออากาศไปยังพื้นที่อื่นๆได้นั้น มักจะแพร่ออกไปจากทางช่องระบายน้ำที่พื้น (Floor drain) ที่ไม่มีน้ำหล่อในช่องดักกลิ่น (Trap) โดยอาจเกิดจากการไม่ได้ใช้งานช่องระบายน้ำที่พื้นนานๆ ทำให้น้ำในช่องดักกลิ่นแห้ง ในกรณีนี้ อาจเป็นไปได้ที่ก๊าซ H2S จากระบบบำบัดน้ำเสีย ลอยออกไปจากช่องระบายน้ำที่พื้นในห้องเครื่องปรับอากาศ (AHU room) แล้วอาจถูกดูดเข้าสู่ระบบปรับอากาศของอาคารได้

ในมุมของอันตรายต่อสุขภาพ วิศวกรสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกี่ยวข้องและศึกษาเรื่องนี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของ H2S ต่อสุขภาพ หน่วยงาน The American National Standards Institute standard ได้แบ่งระดับความเป็นพิษตามระดับความเข้มข้นแก๊สที่ได้รับ และระยะเวลาสัมผัส (แสดงดังตารางด้านล่าง)

ที่มา: http://www.tasatec.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539680468&Ntype=21

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นว่าก๊าซชนิดนี้ส่งผลเสียต่อมนุษย์ หากได้รับในระดับความเข้มข้นต่ำก็ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคือง แต่ถ้าได้รับที่ปริมาณความเข้มข้นสูงๆ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ทันที และนอกจากนี้เมื่อก๊าซพิษชนิดนี้สัมผัสกับน้ำหรือไอน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นกรดซัลฟูริก (Sulfuric acid) มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง โดยสามารถกัดกร่อนหลังคาบ้านเรือน รวมไปถึงวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะหากก๊าซชนิดนี้เกาะตัวอยู่บนโลหะหรืออยู่ในอากาศ

โดยสรุป จากปัญหาที่ได้กล่าวถึงข้างต้น นับว่ามีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเริ่มเดินระบบและการควบคุมดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย (Wastewater treatment plant start up, Control and Operation) การออกแบบระบบท่อภายในอาคาร (Plumbing design / Building sanitary) รวมไปถึงการจัดการกับปัญหามลพิษอากาศ (Air pollution) จากก๊าซไข่เน่าที่เกิดขึ้น ดังนั้น การประยุกต์ใช้ศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental engineering) นับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับจัดการกับปัญหาข้างต้นอย่างเหมาะสมและยั่งยืน เนื่องจากวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม เป็นงานทางวิศวกรรมที่มีการควบคุมในประเทศ (มีใบประกอบอาชีพวิศวกรรม: ใบ กว.) โดยทำงานเกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์ ออกแบบ ก่อสร้าง ควบคุมดูแลระบบเพื่อแก้ไขปัญหาทางสิ่งแวดล้อม เช่น มลภาวะทางน้ำ อากาศ เสียง ขยะ สารพิษอันตราย รวมทั้งงานที่เกี่ยวกับ ระบบประปา ระบบท่อภายในอาคาร งานสุขาภิบาล และงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยที่พวกเราจะเห็นได้ว่า .............. นับวัน “ความสำคัญ” และ “ความต้องการ” ของวิศวกรสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดการกับปัญหามลพิษด้านสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ................. โดยกรณีปัญหาก๊าซไข่เน่าในศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน น่าจะเป็นคำตอบหนึ่งที่แสดงให้พวกเราเห็นได้อย่างชัดเจนถึง “ความสำคัญของวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมกับการใช้ชีวิตและการพัฒนา”       

ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สุธา ขาวเธียร และ รองศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับคำปรึกษา ข้อมูลเพิ่มเติมทางวิชาการและร่วมเขียนบทความวิชาการนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่การจัดการปัญหาก๊าซไข่เน่าของสังคมไทย

Air Jordan XXXII 32 Shoes